เทคนิคที่คนส่วนใหญ่ใช้ เพื่อให้หนังสือขายได้ คือการใช้ Long tail keywords ทั้งการใช้ตั้งเป็นชื่อหนังสือ หรือเอาไปใส่ใน Keywords 7 ช่อง แต่คนส่วนใหญ่อีกนั่นแหละที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราลองมาสรุปเทคนิคนี้กันสั้นๆ อีกทีดีกว่าครับ


เป้าหมายหลักๆ ของเทคนิคนี้ ก็คือการทำให้หนังสือเรามีอันดับดีๆ เวลาที่มีคนค้น เอาเป็นว่าให้ขึ้นหน้าแรกได้ก็โอเคละ


เนื่องจากคำที่เป็น Long tail จะมีคู่แข่งน้อยกว่า Keywords หลัก จึงทำอันดับได้ง่ายกว่านั่นเอง เช่นคำว่า


“gratitude journal” ตัวนี้เป็นคำหลัก มีคู่แข่งมากกว่า 70,000 เล่ม แบบนี้ทำยังไงเราก็ไม่ได้อันดับดีๆ แน่นอน


“gratitude journal for kids” คำนี้เริ่มเจาะ Niche ลงไปที่เด็ก แต่ก็ยังมีคู่แข่งมากกว่า 50,000 เล่มอยู่ดี


“gratitude journal for kids with prompts” ก็มีคู่แข่งมากกว่า 30,000 เล่ม


“gratitude journal for kids daily prompts and questions” มีคู่แข่งมากกว่า 1,000 เล่ม เริ่มน้อยแล้ว


“gratitude journal for kids in Spanish” คำนี้มีคู่แข่งแค่ 78 เล่ม


จะเห็นว่า Keyword สุดท้ายมีคู่แข่งอยู่แค่ 78 เล่ม ดังนั้นถ้าเราตั้งชื่อหนังสือด้วยคำนี้ การขึ้นหน้าแรกและขายได้ จึงไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปใช่มั้ยครับ


แต่ผลที่ตามมาก็คือ จำนวนคนที่ค้นก็น้อยลงตาม ยิ่งห่างจากคำหลักมากเท่าไหร่จำนวนคนที่ค้นก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ


ซึ่งก็ทำให้ยอดขายหนังสือที่ใช้ Long tail จะไม่เยอะเหมือนหนังสือที่ได้อันดับดีๆ ของ Keywords หลักแน่นอน เรียกว่าห่างกันไกลเลยด้วย


เวลาเราไปส่อง Bestseller เห็นเขาขายดีๆ แต่พอเราเอามาทำตาม ทำไมถึงขายได้ไม่ดีเหมือนกับของเขา สาเหตุก็มาจากจำนวนคนค้นของ Keywords ที่ห่างกันเยอะนี่แหละครับ


วิธีช่วยก็คือ เราต้องทำหนังสือในจำนวนที่เยอะขึ้น กระจายไปในพื้นที่ของ Long tail เพื่อเก็บคำค้นเล็กๆ เหล่านี้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเอามาทดแทนกันไปนั่นเอง


ฉะนั้นคนที่ทำหนังสือด้วยเทคนิค Long tail keywords ลงไปไม่กี่เล่ม แล้วชอบถามว่าทำไมยอดขายได้น้อยมากๆ ก็เข้าใจกันแล้วนะครับ


และอย่าลืมนะครับ ว่าทำอันดับได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายได้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีก ยังไงเดี๋ยวมีเวลา จะค่อยๆ มาแชร์ให้ฟังกันครับผม


Phows
Phows

Phowpinyo Shimbhanao